สำหรับใครที่กำลังวางแผนแก้ปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน คำถามแรกที่มักจะเกิดขึ้นคือ “FUE vs FUT ควรเลือกปลูกผมแบบไหนดี?” เพราะทั้งสองวิธีมีขั้นตอน ผลลัพธ์ และการดูแลที่แตกต่างกัน เพื่อให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้น Hairtran Clinic ได้สรุปทุกประเด็นสำคัญ เปรียบเทียบตั้งแต่ข้อดี-ข้อเสีย รอยแผล ระยะเวลาพักฟื้น รวมถึงค่าใช้จ่ายไว้ให้คุณแล้วที่นี่ ตามมาดูกัน
รู้จักการปลูกผม FUE และ FUT
ปัจจุบันการปลูกผมถาวร มีทั้งแบบแผลเล็กและแบบผ่าตัดหนังศีรษะเป็นเส้นยาว ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ผู้รับบริการที่แตกต่างกัน การรู้ความต่างระหว่างการปลูกผมเทคนิค FUE และ FUT จะช่วยให้เลือกวิธีที่เหมาะกับลักษณะเส้นผมและปัญหาของคุณได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นมาดูกันว่าแต่ละเทคนิคเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ดังนี้
ปลูกผม FUE คืออะไร?
การปลูกผมเทคนิค FUE (Follicular Unit Extraction) เป็นวิธีปลูกผมที่กำลังได้รับความนิยมในปี 2026 ซึ่งแพทย์จะใช้หัวเจาะขนาดเล็กเก็บรากผมบริเวณท้ายทอย (Donor Area) โดยไม่ต้องตัดหนังศีรษะ
ที่ Hairtran Clinic เราใช้เครื่องมือ WAW DUO FUE ในการสกัดรากผม เพื่อถนอมรากผมและลดการบอบช้ำ พร้อมใช้ Implanter Pen ในการฝังกราฟท์เพื่อควบคุมมุม ความลึก และทิศทางของเส้นผม ทำให้รอยแผลมีขนาดเล็กเพียง ~0.8 มม. ฟื้นตัวไว เหมาะกับผู้ที่ชอบตัดผมสั้น หรือผู้ที่ไม่มีเวลาพักฟื้นนาน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม: เทคนิคปลูกผมใหม่ 2026 เปรียบเทียบ FUE, DHI และ Non-Shaven FUE
ปลูกผม FUT คืออะไร?
การปลูกผมเทคนิค FUT (Follicular Unit Transplantation) เป็นศัลยกรรมปลูกผมเทคนิคเก่า ที่แพทย์จะใช้มีดผ่าตัด (Scalpel) ตัดหนังศีรษะเป็นแถบยาวจากบริเวณท้ายทอย เพื่อนำไปแยกรากผมออกมาปลูกในบริเวณที่ผมบาง เหมาะกับผู้ที่ศีรษะล้านกว้าง หรือผู้ที่จำเป็นต้องใช้กราฟท์จำนวนมากในการปลูกผม แต่จะทิ้งรอยแผลเป็นยาวด้านหลังและต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า FUE จึงไม่เหมาะกับผู้ที่ชอบตัดผมสั้น เพราะอาจจะทำให้เห็นรอยแผลเป็นได้

ข้อดี-ข้อเสียของการปลูกผม FUE และ FUT
Hairtran Clinic เราได้เปรียบเทียบ FUE FUT ทั้งข้อดีและข้อเสีย เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าแต่ละเทคนิคเหมาะกับใคร ตอบโจทย์ด้านใดบ้าง มาดูกันค่ะ
ข้อดีของการปลูกผม FUE
- แผลมีขนาดเล็ก ~0.8 มม. มีโอกาสเห็นรอยแผลน้อย
- ไม่ต้องผ่าตัดหนังศีรษะเหมือน FUT ไม่มีรอยแผลเป็นยาวด้านหลัง
- เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบตัดผมสั้น หรือไม่ต้องการพักฟื้นนาน
- WAW DUO FUE ช่วยลดการบอบช้ำ และเพิ่มอัตราการรอดของรากผม
- ฝังกราฟท์ด้วย Implanter Pen ควบคุมมุม ทิศทาง ความลึกได้แม่นยำ
ข้อเสียของการปลูกผม FUE
- ค่าใช้สูงกว่าการปลูกผมแบบ FUT เล็กน้อย
ข้อดีของการปลูกผม FUT
- สามารถเก็บรากผมได้จำนวนมากในครั้งเดียว
- ค่าใช้จ่ายในการปลูกผมถูกกว่าเทคนิค FUE เล็กน้อย
- เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผมบาง ศีรษะล้านบริเวณกว้าง
ข้อเสียของการปลูกผม FUT
- ต้องตัดหนังศีรษะเป็นแถบ ทำให้มีรอยแผลเป็นยาวด้านหลัง
- ต้องพักฟื้นนานกว่าการปลูกผม FUE
- ไม่เหมาะกับผู้ที่ชอบตัดผมสั้น เพราะสามารถเห็นรอยแผลเป็นได้
- มีโอกาสเกิดแผลนูนหรือแผลกว้าง หากผิวหนังมีความตึง
ปลูกผมราคาเท่าไหร่? เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย FUE และ FUT
ราคาปลูกผมในปัจจุบันมักคิดตามจำนวนกราฟท์ โดยเทคนิค FUT มักอยู่ที่ 35–90 บาทต่อกราฟท์ ขณะที่ FUE ราคากราฟท์ละประมาณ 60–150 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายรวมทั้งเคสอาจอยู่ระหว่าง 80,000–250,000 บาท ขึ้นกับจำนวนกราฟท์และการประเมินของแพทย์
สำหรับ Hairtran Clinic การปลูกผม FUE เริ่มต้นที่ 90,000 บาท ซึ่งราคานี้ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่าย ตั้งแต่การประเมิน การทำหัตถการ ไปจนถึงการดูแลหลังทำและติดตามผลตลอด 12 เดือนเต็ม พร้อมรับบริการ Low-Level Laser Therapy (LLLT) ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

4 วิธีเลือกเทคนิคปลูกผมที่เหมาะกับคุณ
การเลือกเทคนิคปลูกผมที่เหมาะสมไม่ใช่แค่การตัดสินใจเรื่องราคา แต่ต้องคำนึงถึงรอยแผล ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต และผลลัพธ์ในระยะยาว เพราะแต่ละเทคนิคมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ฉะนั้นมาดู 4 วิธีเลือกเทคนิคปลูกผมที่เหมาะกับคุณกันค่ะ ดังนี้
1. รอยแผลเป็น
ความกังวลอันดับหนึ่งของผู้ปลูกผมคือ “รอยแผลเป็นด้านหลังศีรษะ” เพราะเป็นคือสิ่งที่อยู่กับเราถาวร การตัดสินใจจึงต้องมองถึงไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตในอนาคตเป็นหลัง หากลองเปรียบเทียบง่ายๆ วิธีปลูกผม FUT หลังปลูกจะทิ้งรอยแผลเป็นยาว ซึ่งจะมองเห็นได้ชัดเมื่อคุณตัดผมสั้นหรือเมื่อผมบริเวณนั้นเปียกน้ำ ต่างจากรอยแผลเป็นที่เกิดจากวิธีปลูกผมแบบ FUE ที่เป็นเพียงจุดเล็กๆ จางๆ ซ่อนแผลได้เนียน ทำให้สามารถตัดผมสั้นได้โดยไม่ต้องกังวล

2. ทรงผมที่ตัดหลังปลูก
หากคุณชอบไถผมด้านหลังสั้นจนเห็นหนังศีรษะ หรือชอบตัดผมทรงสกินเฮด การปลูกผม FUE จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า เพราะแผลจุดเล็กๆ บริเวณ Donor Area จะกลมกลืนไปกับหนังศีรษะจนแทบมองไม่เห็น
แต่ถ้าหากคุณเลือกปลูกผมวิธี FUT เทคนิคนี้หลังปลูกผมจะมีรอยแผลเป็นแนบยาวบริเวณด้านหลัง ซึ่งหากไลฟ์สไตล์ของคุณชอบตัดผมสั้น อาจทำให้เห็นรอยแผลเป็นชัดเจน
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม: 60 ทรงผมผู้ชาย 2026 เทรนด์ใหม่ ทรงไหนกำลังฮิต?
3. งบประมาณและความคุ้มค่า
หากพูดถึงเรื่อง “ราคาปลูกผม” ระหว่าง FUE vs FUT เทคนิค FUT อาจมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่า (เริ่มต้น 80,000-250,000 บาท) แต่ต้องแลกมาด้วยรอยแผลเป็นยาว ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการเลือกทรงผมและการใช้ชีวิตในอนาคต
ต่างจากการปลูกผมเทคนิคใหม่อย่าง FUE แม้จะมีราคาสูงกว่าเล็กน้อย แต่หากพูดถึงผลลัพธ์และรอยแผลที่มีขนาดเล็ก ~0.8 มม. ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าแน่นอน โดยราคาปลูกผม FUE ที่ Hairtran Clinic เริ่มต้นเพียง 90,000 บาท ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่าย ไม่มีบวกเพิ่ม
4. ระยะเวลาในการพักฟื้น
“ระยะเวลาพักฟื้น” ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการปลูกผมถาวร โดยเฉพาะผู้ที่มีภาระหน้าที่การงานรัดตัว หากคุณเลือกปลูกผมด้วยเทคนิค FUT ที่เป็นเทคนิคเก่า อาจจะต้องวางแผนลางานเพื่อพักฟื้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากต้องรอให้แผลเย็บด้านหลังสมานตัว
ซึ่งต่างจากการปลูกผมเทคนิค FUE ที่มีการนำเทคโนโลยี WAW DUO System และ Implanter Pen เข้ามาช่วยในการเจาะและฝังกราฟท์ผม ทำให้แผลมีขนาดเล็กเพียง ~0.8 มม. ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 1-3 วัน

สรุป ปลูกผม FUE vs FUT แบบไหนดีกว่า
การปลูกผม FUE FUT ทั้งสองวิธีมีข้อดีต่างกันอย่างชัดเจน โดยการปลูกผม FUE เป็นเทคนิคที่กำลังได้รับความนิยม ด้วยจุดเด่นเรื่องแผลเล็ก ฟื้นตัวไว กลับไปใช้ชีวิตได้ใน 1-3 วัน ตัดผมสั้นก็มองไม่เห็นรอยแผล รวมถึงราคาปลูกผม ที่เริ่มต้นเพียง 90,000 บาท ซึ่งต่างจาก FUT ที่เป็นเทคนิคเก่า ที่อาจมีข้อจำกัดเรื่องรอยแผลเป็นแนวยาว ที่อาจทำให้หลังปลูกจำเป็นต้องไว้ผมยาวเพื่อปิดบังรอยแผลเป็น
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าเทคนิคไหนตอบโจทย์กับปัญหาเส้นผมของคุณ Hairtran Clinic เราพร้อมให้คำปรึกษาโดยหมอแพตตี้ แพทย์ปลูกผมที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ผ่านการปลูกผมมาแล้วมากกว่า 4,000 เคส เพื่อช่วยประเมินและแนะนำแนวทางที่เหมาะสมที่สุดให้คุณ ปรึกษาฟรี
คำถามพบบ่อย
รวมคำถามยอดฮิต เกี่ยวกับการปลูกผมเทคนิค FUE และ FUT
ปลูกผม FUE vs FUT เทคนิคไหนเจ็บน้อยกว่า?
ตอบ โดยทั่วไป การปลูกผม FUE จะเจ็บน้อยกว่าและพักฟื้นสั้นกว่า เพราะไม่ต้องผ่าตัดเปิดแถบหนังศีรษะเหมือนเทคนิค FUT มีเพียงรอยแผลเป็นจุดเล็กๆ ประมาณ ~0.8 มม. และอาจรู้สึกตึงๆ หรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ปลูก ซึ่งเป็นอาการปกติที่มักจะดีขึ้นเอง
ปลูกผมถาวร ใช้เวลานานแค่ไหน?
ตอบ สำหรับขั้นตอนการปลูกผม FUE ที่ Hairtran Clinic จะใช้เวลาในการทำหัตถการประมาณ 4-8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนกราฟท์ผมที่ปลูก และรายละเอียดของ Hairline ที่ได้ออกแบบไว้เฉพาะบุคคลค่ะ
ใครบ้างที่ควรปลูกผม FUE หรือ FUT?
ตอบ การเลือกเทคนิคปลูกผมขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละคน หากคุณชอบไว้ผมสั้น ไม่อยากมีแผลเป็นยาว และต้องการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไว เทคนิค FUE จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า
แต่ถ้าหากคุณมีปัญหาผมบางหรือศีรษะล้านเป็นบริเวณกว้าง และต้องการความหนาแน่นของเส้นผมจำนวนมาก ปลูกผมเทคนิค FUT อาจเหมาะสมกว่าในบางกรณี
อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุด คุณควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อประเมินสภาพหนังศีรษะและเส้นผมอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจจะดีที่สุด
ปลูกผมผ่อนจ่ายได้หรือไม่?
ตอบ ราคาปลูกผมที่ Hairtran Clinic เริ่มต้นเพียง 90,000 บาท และสามารถผ่อน 0% ได้นานสูงสุดถึง 10 เดือน สำหรับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ
*หมายเหตุ ราคาของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับจำนวนกราฟท์ที่ปลูกและการประเมินของแพทย์ค่ะ



