หากคุณกำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาศีรษะล้าน ผมร่วง หรือผมบางขั้นรุนแรง ชื่อของเทคนิค DHI และ FUE น่าจะเป็นสองตัวเลือกแรกที่ได้ยินบ่อยที่สุด แต่หลายคนยังสับสนอยู่ว่า 2 เทคนิคนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกวิธีไหนให้เหมาะกับตัวเอง ในบทความนี้จะพารู้จักและเปรียบเทียบ DHI vs FUE แบบละเอียด เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นก่อนเข้ารับการปลูกผม มาดูกันค่ะ
รู้จักการปลูกผมแบบ DHI และ FUE
FUE (Follicular Unit Extraction) คือเทคนิคปลูกผมถาวรที่แพทย์จะเก็บรากผมออกมาทีละกราฟท์จากบริเวณท้ายทอยหรือด้านหลังศีรษะ ซึ่งเป็นบริเวณที่รากผมมีความแข็งแรงและทนต่อฮอร์โมนผมร่วง (DHT) โดยขั้นตอนการเก็บรากผมจะใช้หัวเจาะขนาดเล็ก (Micro Punch) เพื่อลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดแผลขนาดเล็กเป็นจุดๆ ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ทิ้งแผลเป็นยาว จากนั้นจึงนำกราฟท์ที่ได้ไปปลูกในบริเวณที่มีปัญหาผมบางหรือศีรษะล้าน
ส่วน DHI (Direct Hair Implantation) เป็นเทคนิคปลูกผมที่ต่อยอดมาจาก FUE โดยยังคงใช้วิธีการเก็บรากผมแบบเดียวกัน แตกต่างกันในขั้นตอนการฝังกราฟท์ ซึ่ง DHI จะใช้เครื่องมือเฉพาะที่เรียกว่า Implanter Pen ช่วยให้แพทย์สามารถฝังกราฟท์ลงสู่หนังศีรษะได้โดยไม่ต้องเปิดแผลล่วงหน้าด้วย Slit ก่อน ทำให้ควบคุมตำแหFน่ง ทิศทาง และความลึกของเส้นผมได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผมใหม่เรียงตัวสวย ดูเนียน และกลมกลืนกับเส้นผมเดิม

หมายเหตุ: การปลูกผมแบบ FUE ที่ Hairtran Clinic เราใช้ Implanter Pen ในการฝังกราฟท์แทนการใช้ Slit และ Forceps ที่จะรวมการเจาะและการปลูกไว้ในขั้นตอนเดียว ซึ่งเป็นวิธีการปลูกแบบเดียวกันกับเทคนิค DHI โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
เปรียบเทียบเทคนิคปลูกผม DHI vs FUE แบบไหนดีกว่า
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น มาดูการเปรียบเทียบกันดีกว่า ว่าการปลูกผมเทคนิคปลูกผม DHI และ FUE แตกต่างกันอย่างไร เหมาะกับคุณหรือไม่ เลือกแบบไหนดีกว่า ดังนี้
1. ความเจ็บระหว่างทำ (Pain)
สำหรับความเจ็บ ทั้ง DHI และ FUE เป็นเทคนิคที่ไม่ต้องผ่าตัด และมีการใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อนปลูก ระหว่างทำจึงแทบไม่รู้สึกเจ็บ แต่อาจมีความรู้สึกตึงหรือระคายเคืองเล็กน้อยในบางช่วง ซึ่งระดับความเจ็บของทั้งสองเทคนิคถือว่าใกล้เคียงกัน โดยความแตกต่าง DHI FUE จะขึ้นอยู่กับความไวต่อความรู้สึกของแต่ละบุคคลค่ะ

อย่างไรก็ตาม เทคนิค DHI จะช่วยลดขั้นตอนการเปิดแผลก่อนปลูก เนื่องจากใช้ Implanter Pen ฝังกราฟท์ได้ทันที จึงช่วยลดการกระทบกระเทือน และช่วยเพิ่มอัตราการรอดของเส้นผมที่นำมาปลูกได้
2. ระยะเวลาพักฟื้น (Recovery Time)
โดยทั่วไป ระยะพักฟื้นของทั้ง DHI และ FUE ใกล้เคียงกัน ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–3 วัน แต่ DHI มักมีอาการบวมและรอยแดงน้อยกว่าในบริเวณที่ปลูก เนื่องจากไม่มีขั้นตอนเปิด Slit ก่อนปลูก ทำให้บางรายฟื้นตัวได้เร็วและรู้สึกสบายหนังศีรษะมากกว่าในช่วงแรกหลังทำ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม: ไทม์ไลน์ปลูกผม 1 ปีเต็ม การฟื้นตัวและผลลัพธ์วันต่อวัน
3. รอยแผล (Scarring)
การปลูกผมทั้งสองวิธีทิ้งรอยแผลเป็นขนาดเล็กเป็นจุดๆ จากการเก็บรากผมแบบ FUE ซึ่งมีขนาดเพียง ~0.8 มม. แต่ในขั้นตอนการปลูกผมเทคนิค DHI ได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องเปิดแผลล่วงหน้า ทำให้แผลบริเวณที่ปลูกมีความเรียบเนียน และมองเห็นได้ยากยิ่งขึ้นเมื่อผมเริ่มยาว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องแผลเป็น หรือชอบไว้ผมสั้น

4. ผลลัพธ์หลังปลูก (Results)
นี่คือจุดที่ DHI โดดเด่นกว่าชัดเจน โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น แนวผมด้านหน้า ขมับ หรือจุดที่ต้องการเพิ่มความหนาแน่นเฉพาะจุด เนื่องจากมีการใช้ Implanter Pen เพราะช่วยให้แพทย์สามารถควบคุมมุมของเส้นผม ทิศทางการปลูก ความลึกของรากผมได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ผมใหม่เรียงตัวสวย ดูเนียน และกลมกลืนกับเส้นผมเดิมได้เป็นอย่างดี

5. ราคาและค่าใช้จ่าย (Cost)
โดยทั่วไป การปลูกผม DHI ราคาเริ่มต้น 80,000–250,000 บาท ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า FUE เนื่องจากมีขั้นตอนที่ละเอียดกว่าและใช้เครื่องมือเฉพาะ แต่ที่ Hairtran Clinic การปลูกผมแบบ FUE เราใช้ Implanter Pen ในขั้นตอนการฝังกราฟท์เช่นเดียวกับเทคนิค DHI โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และราคาปลูกผม FUE เริ่มต้นเพียง 90,000 บาทเท่านั้น ทำให้ผู้เข้ารับบริการสามารถได้รับคุณภาพของการปลูกผมในมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณที่สูงเกินความจำเป็นค่ะ
วิธีเลือกเทคนิคปลูกผมให้เหมาะกับคุณในปี 2026
หากกำลังลังเลว่าจะเลือกปลูกผมด้วยเทคนิคไหนดี มาดู 4 ขั้นตอนการเลือกวิธีปลูกผมที่เหมาะกับคุณกันค่ะ
- ดูว่าผมบาง ศีรษะล้านบริเวณไหนบ้าง หากบางเฉพาะจุด เช่น แนวผมด้านหน้า หรือขมับ การปลูกผม FUE(DHI) จะช่วยให้ผมดูเนียน และกลมกลืนกับเส้นผมเดิม แต่ถ้าผมบางขั้นรุนแรง หรือมีรากผมไม่มากพอ การปลูกผม FUT อาจเหมาะสมกว่า ซึ่งต้องแลกมาด้วยรอยแผลเป็นยาวหลังปลูก
- นึกถึงภาพลักษณ์หลังปลูกผม หากไม่อยากให้คนรอบตัวสังเกตเห็นว่าปลูกผมมาเราขอแนะนำเทคนิค Non-Shaven FUE เพราะสามารถซ่อนแผลได้เนียน ไม่ต้องโกนผมก่อนทำหัตถการ
- พิจารณาเวลาที่สามารถพักฟื้นได้ ผู้ที่ทำงานหรือพบปะผู้คนเป็นประจำ อาจเหมาะกับเทคนิคปลูกผมที่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็ว เช่น FUE(DHI) หรือ Non-Shaven FUE
- ดูงบประมาณที่มี แต่เทคนิคปลูกผมมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน ที่ Hairtran Clinic การปลูกผม FUE(DHI) ราคาเริ่มต้นที่ 90,000 บาท และเทคนิค Non-Shaven FUE จะอยู่ที่ 100 บาท/กราฟท์
คำแนะนำ: เพื่อให้ได้เทคนิคที่เหมาะกับสภาพเส้นผมของแต่ละบุคคล เราแนะนำให้เข้ารับการปรึกษาเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณจะดีที่สุด
การปลูกผมถาวรที่ Hairtran Clinic
สำหรับการปลูกผมเทคนิค FUE ที่ Hairtran Clinic เราใช้ Implanter Pen ในการฝังกราฟท์เหมือนกับเทคนิค DHI โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่ม ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ที่สำคัญ เรายังมีการใช้เทคโนโลยี WAW DUO FUE System เป็นหัวเจาะระบบ Hybrid Tornado Punch ที่ใช้ในการเก็บรากผม ทำให้รอยแผลมีขนาดเล็กเพียง ~0.8 มม. พักฟื้นสั้น อัตราการรอดของกราฟท์สูง ส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้กลมกลืนกับเส้นผมเดิม ดูเป็นธรรมชาติ และเป็นไปตามที่คาดหวัง

สรุป การปลูกผมเทคนิค DHI vs FUE
การปลูกผมเทคนิค DHI และ FUE มีวิธีการเก็บรากผมจาก Donor Area ที่เหมือนกัน ซึ่งเป็นบริเวณที่รากผมแข็งแรงและทนต่อฮอร์โมนผมร่วง ความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่ “ขั้นตอนการฝังกราฟท์” โดย DHI จะใช้ Implanter Pen ในการปลูกโดยไม่ต้องเปิดแผลล่วงหน้า Slit และฝังกราฟท์ด้วย Forceps เหมือน FUE ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมทิศทาง มุม และความลึกของเส้นผม ส่งผลให้ผมใหม่เรียงตัวสวย กลมกลืนกับผมเดิม และดูเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะบริเวณแนวผมด้านหน้าและขมับ
สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องงบประมาณ ที่ Hairtran Clinic การปลูกผม FUE ใช้ Implanter Pen เช่นเดียวกับ DHI โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม คุณสามารถเข้ารับการปรึกษาและประเมินสภาพเส้นผมได้ฟรี
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
รวมคำถามยอดฮิต เกี่ยวกับการปลูกผมเทคนิค DHI และ FUE ที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจปลูก
ปลูกผม DHI ดีกว่า FUE จริงไหม?
ตอบ การปลูกผม DHI เป็นการต่อยอดจากเทคนิค FUE ด้วยการนำ Implanter Pen มาใช้ในการฝังกราฟท์แทนการเปิดแผลก่อนปลูก ช่วยลดขั้นตอนการทำหัตถการ เพิ่มความละเอียดในการจัดเรียงเส้นผม และเหมาะกับบริเวณที่ต้องการความหนาแน่นสูง เช่น แนวผมด้านหน้า ทำให้ผมใหม่เรียงตัวสวย ดูเนียน และกลมกลืนกับเส้นผมเดิม
ถ้าผมบริเวณด้านหลังมีน้อย สามารถปลูกผมได้ไหม?
ตอบ ผมบริเวณด้านหลัง หรือ Donor Area เป็นพื้นที่ที่มีรากผมแข็งแรง ทนทานต่อฮอร์โมนผมร่วง (DHT) ซึ่งสำคัญต่อการปลูกผมอย่างมาก เพราะหากมีจำนวนไม่มากพอ อาจส่งผลต่อปริมาณกราฟท์ที่ใช้ได้
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณียังสามารถปลูกผมได้ ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น ความหนาแน่น ความแข็งแรงของรากผม และการวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสภาพเส้นผมของแต่ละบุคคล
ปลูกผมแล้ว แนวผมจะดูเป็นธรรมชาติไหม?
ตอบ นอกจากการเลือกเทคนิคปลูกผม ความเป็นธรรมชาติของแนวผมหลังปลูกจะขึ้นอยู่กับการออกแบบ Hairline ทิศทางการปลูก และประสบการณ์ของแพทย์ หากมีการวางแผนที่เหมาะสม ไม่ว่าคุณจะเลือกปลูกผมแบบ FUE หรือวิธีไหนๆ ก็สามารถให้แนวผมที่กลมกลืนกับเส้นผมเดิมได้ค่ะ
หลังปลูกผม ตัดผม ทำสี หรือจัดแต่งทรงได้ตอนไหน?
ตอบ โดยทั่วไป 2 สัปดาห์หลังปลูกผม สามารถตัดผม จัดแต่งทรงผมเบาๆ ได้ ส่วนการทำสี ดัด หรือยืดผม แนะนำให้รออย่างน้อย 2-3 เดือนก่อน เพื่อให้รากผมแข็งแรงเต็มที่ และลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองหนังศีรษะค่ะ



